ประเทศไทยต้องการก้าวไปข้างหน้า
ผู้นำพันธมิตรการเมืองทั้ง 8 พรรค ได้รวมตัวกันเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เพื่อประกาศถึงการลงลายมือชื่อในข้อตกลงร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาล
ภายใต้การนำของว่าที่นายกรัฐมนตรี พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานพรรคก้าวไกล ซึ่งได้ที่นั่งสภาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนที่มากที่สุดในการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 บันทึกข้อตกลง (MOU) ของพรรคที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ประกอบด้วยรายการหลัก 23 ข้อ ซึ่งจะเป็นฐานรากสำหรับแนวทางประชาธิปไตยที่ดีการดำเนินนโยบายของรัฐบาลและการร่วมมือระหว่างพรรค
ทั้ง 23 ข้อนี้ ครอบคลุมนโยบายในหลายมิติเกี่ยวกับการบริหารของรัฐ ตั้งแต่การฟื้นฟูประชาธิปไตยไปจนถึงการแก้ไขปัญหาในเรื่อง การศึกษา สุขภาพ สวัสดิการ เศรษฐกิจ และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม
ถ้าข้อตกลงนี้ได้ถูกนำมาปฏิบัติจริงประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก อย่างไรก็ดีสิ่งที่ยังไม่ครบและควรจะเพิ่มเติมต่อจากข้อตกลงนี้ คือ วิธีและกระบวนการที่รัฐบาลจะต้องทำเพื่อให้นโยบายและบริการสาธารณะที่ได้ตกลงในถูกนำมาใช้ให้มีประสิทธิภาพและเห็นผล
ส่วนผสมที่ขาดหายไป?
รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกได้นำเอาพลังของพฤติกรรมศาสตร์มาประยุกต์ใช้ โดยเป็นวิธีที่มีหลักฐานหรือเหตุการณ์รับรอง เพื่อใช้ทดลองทำความเข้าใจการที่มนุษย์ตัดสินใจ พฤติกรรมต่าง ๆ รวมถึงการตอบสนองต่อนโยบาย และ สิ่งดึงดูดใจ ของคนในประเทศนั้น
โดยการประยุกต์ใช้พฤติกรรมศาสตร์ จะช่วยวินิจฉัยอุปสรรคที่ขัดขวางคนไม่ให้ปฏิบัติตามพฤติกรรมที่เขาอยากจะทำ และเข้าใจตัวช่วยที่ทำให้คนบรรลุเป้าหมาย และออกแบบการแทรกแซงพฤติกรรม (behavioral intervention) ที่มีผลกระทบมากขึ้น
นโยบายและบริการที่ไม่ได้คำนึงถึงพฤติกรรมและจิตใจของมนุษย์ ก็มักจะมีโอกาสล้มเหลวได้
รัฐบาลที่มีแนวคิดเชิงก้าวหน้าจากทั่วโลกกำลังนำเอาวิธีการทางพฤติกรรมศาสตร์และมีการทดสอบทดลอง เข้ามาช่วยให้การออกนโยบายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มเติมจากนโยบายที่อาศัยเพียงสิ่งดึงดูดใจด้านการเงิน และกฎระเบียบข้อบังคับ ซึ่งเป็นสิ่งที่มองมนุษย์เป็นอุดมคติมากจนเกินไป
การปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์เริ่มต้นในปี ค.ศ. 2009 เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาแต่งตั้งศาสตราจารย์ Cass Sustein จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นผู้นำของสำนักงานข้อมูลและการกำกับกิจการ (The Office of Information and Regulatory Affairs: OIRA) โดยมีจุดประสงค์ให้ปรับปรุงให้มาตรการและกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ดีขึ้น

ประเทศสหราชอาณาจักรได้สร้างหน่วยเจาะพฤติกรรม (Behavioral Insights Tam: BIT) ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีในปี ค.ศ. 2010 เป็นหน่วยแรกของโลก ทำให้ประเทศอื่น ๆ ได้เห็นเป็นตัวอย่าง ปัจจุบันนี้พฤติกรรมศาสตร์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีหน่วยงานด้านนโยบายที่นำพฤติกรรมศาสตร์มาใช้มากกว่า 200 แห่งทั่วโลก โดยมีประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อินเดีย เปรู และสิงคโปร์
ตัวอย่างที่น่าสนใจของการแทรกแซงพฤติกรรมในหน่วยงานราชการ ได้แก่ มาตรการที่ส่งเสริมการออมเงินเพื่อการเกษียณ การลดการใช้พลังงาน การเสียภาษีตามกฎหมาย การลงทะเบียนสำหรับบริจาคอวัยวะ และการจ้างงาน
การกล่าวถึงความจำเป็นของพฤติกรรมศาสตร์ เลขาธิการแห่งสหประชาชาติได้สร้าง “แนวปฏิบัติเกี่ยวกับพฤติกรรมศาสตร์”

กลุ่มพฤติกรรมศาสตร์ของสหประชาชาติได้เผยแพร่รายงานที่อธิบายบทบาทของพฤติกรรมศาสตร์ ในการแก้ไขเป้าหมายเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน และวิธีการนำมาประยุกต์ใช้เกี่ยวกับนโยบายในสหประชาชาติ ภาพด้านล่าง แสดงการแทรกแซงพฤติกรรมและมันเชื่อมโยงกับเป้าหมายเกี่ยวกับพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างไร

พฤติกรรมศาสตร์ไม่ใช่เพียงเครื่องมือที่จำเป็นในการแก้ไขอุปสรรคที่สำคัญที่สุดที่มนุษยชาติเผชิญอยู่เท่านั้น การแทรกแซงพฤติกรรมยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับรัฐบาลได้ในบางกรณี ล่าสุดการวิเคราะห์เรื่องต้นทุนและผลประโยชน์ แสดงให้เห็นว่า ในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา การแทรกแซงพฤติกรรมเป็นเครื่องมือที่มีผลกระทบต่อการใช้งบประมาณแต่ละดอลลาร์มากกว่าเครื่องมือนโยบายแบบเดิมในหลาย ๆ สาขา
เรากำลังออกแบบสำหรับคนแบบใด?
การวิจัยหลายสิบปีได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ว่ามนุษย์นั้นไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลมากเท่าใดนักเมื่อเทียบกับสิ่งที่มนุษย์คิดว่าตัวเองเป็น ความคิดของเราใช้งานผ่านสองระบบ: ระบบที่ 2 คือการคิดอย่างตั้งใจและแม่นยำ แต่ต้องใช้ความพยายามและเวลา ในขณะที่ระบบที่ 1 คือการคิดอย่างอัตโนมัติ รวดเร็ว ใช้กลยุทธ์การคิดสั้นๆ และเป็นวิธีการคิดหลักที่มนุษย์ใช้
นอกจากนี้ ตัวเลือกและการกระทำของเราได้รับอิทธิพลอย่างมากจากบริบท หรือสภาพแวดล้อม ปัจจัยต่างๆ เช่น สถานการณ์ ผู้คนรอบตัวเรา และวิธีการนำเสนอข้อมูลหรือตัวเลือกส่งผลต่อการตัดสินใจของเราอย่างมาก
ในฐานะผู้ออกแบบพฤติกรรม เราต้องเจอกับความท้าทายหลายอย่าง:
- ช่องว่างระหว่างความตั้งใจกับการกระทำ: พฤติกรรมของเรามักเบี่ยงเบนไปจากความต้องการและประโยชน์ระยะยาว ซึ่งจะส่งผลต่อการออมไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หรือการออกกำลังกายที่ไม่เพียงพอ
- ช่องว่างระหว่างคุณค่าและการกระทำ: ถึงแม้เราจะแสดงความกังวลในเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่หลายครั้ง เราก็ล้มเหลวในเรื่องพฤติกรรมสิ่งแวดล้อม เช่น การแยกขยะหรือการเลือกใช้ภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- แรงจูงใจ: ผลตอบแทนทางการเงินไม่สามารถเป็นแรงจูงใจได้อย่างเดียว และวิธีการนำเสนอแรงจูงใจ ก็มีผลกระทบต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของเราได้อย่างมาก
- การตัดสินใจที่กระตุ้นโดยอารมณ์: เรามักตัดสินใจด้วยความเร่งรีบและอารมณ์ แม้ว่าจะขัดแย้งกับประโยชน์สูงสุดของเราเองก็ตาม เช่น การเช็คข้อความมือถือขณะขับรถ แม้จะเข้าใจว่ามันไม่ปลอดภัยกับเราและมีความเสี่ยงจะเกิดอันตราย
- การพึ่งพานิสัย: เราพึ่งพานิสัยของเราอย่างมาก ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมต่าง ๆ ของเรา มันมีผลต่อความสามารถของเราในการยอมรับพฤติกรรมใหม่ หรือ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเดิม
- อิทธิพลทางสังคม: เรามักจะตามสิ่งที่คนอื่นทำ และ ทำตามสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ
แม้ว่าอาจดูเหมือนจะเป็นเรื่องชัดเจนว่ามนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจเป็นเหตุเป็นผลเท่าไหร่ แต่สิ่งที่สำคัญก็ คือ มนุษย์เราไม่เป็นเหตุเป็นผลแบบคาดเดาได้ว่าจะตัดสินใจไปทางไหน
การสร้างผลกระทบทางนโยบายที่ดีต้องการมากกว่าความตั้งใจที่ดี ความรู้เรื่องพฤติกรรมศาสตร์จะช่วยเราในการออกแบบพฤติกรรมอย่างมีระบบได้ โดยใช้ข้อมูลเชิงลึกทางพฤติกรรมที่ได้จากการวิจัยมาช่วยโน้วน้าวพฤติกรรมที่ดีให้มีมีประสิทธิภาพ
กรณีของการสร้างถนนดนตรีในจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ การติดตั้งเนินบนถนนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสียงดนตรีเพื่อเป็นการเตือนให้คนขับรถที่อาจจะขับรถแล้วไถลออกข้างทาง แต่ก็พอไปติดตั้งแล้วผลเสียที่ไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อคนขับรถที่รู้สึกอยากเล่นกับถนนดนตรีแทน พฤติกรรมที่ไม่คาดคิดนี้เกิดขึ้น และสร้างความกังวลว่าจะทำให้เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น จนทำให้ถนนดนตรีถูกรื้อทิ้งไป
นี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างของผลกระทบที่ไม่ได้คาดคิด ซึ่งพฤติกรรมศาสตร์พยายามลดผลกระทบนี้ โดยการสร้างสมมุติฐานที่ขึ้นอยู่บนวิทยาศาสตร์และใช้วิธีการทดลอง


จากกระบวนการวิทยาศาสตร์ไปสู่การออกแบบได้อย่างไร?
การประยุกต์ใช้พฤติกรรมศาสตร์อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขอบเขต (จากการบริการไปจนถึงนโยบายรัฐ) และลักษณะของการแทรกแซงพฤติกรรม อย่างไรก็ตามพฤติกรรมศาสตร์มีกระบวนการที่เป็นระบบ โดยเริ่มจากการบรรยายผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างไรชัดเจน การมีกลุ่มเป้าหมายที่ระบุได้ชัด และ ถ้าเป็นไปได้จะต้องมีพฤติกรรมที่ต้องการจะโน้วน้าวต้องมีความชัดเจนด้วย
ขั้นตอนที่สองเกี่ยวข้องกับการศึกษาบริบทในการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเข้าใจถึงอคติทางความคิด หรืออุปสรรคที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจ การวิเคราะห์นี้ช่วยในการเจาะจง และทำนายปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมเหล่านี้ได้
จากนั้น เราจะสร้างการทดสอบการแทรกแซงพฤติกรรมต่างๆ ที่อาจจะมาจากการลดอคติ เพื่อส่งเสริมการตัดสินใจและการกระทำที่ดีกว่า โดยจะเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงบริบท ตัวเลือก หรือสภาพแวดล้อม โดยแทรกแซงความสนใจในเวลาที่เหมาะสม เป็นกระบวนการที่ทำตามได้ง่าย และเพิ่มแรงกระตุ้นในการทำพฤติกรรมนั้น
เพื่อให้กระบวนการนี้เป็นไปอย่างราบรื่น Massimo จากศูนย์การออกแบบแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รวบรวมข้อมูลจากพฤติกรรมศาสตร์ที่มีมาตรฐานจากสาขาวิชาต่างๆ มาเป็นเครื่องมือที่เรียกว่า “Make it” โดยชุดเครื่องมือนี้รวมถึงกลยุทธ์เกี่ยวกับพฤติกรรม 15 กลยุทธ์ เพื่อที่จะจัดการกับความท้าทายและระบุโอกาสที่จะใช้ในการปรับพฤติกรรม

ตัวอย่างเช่น หากเราพบว่ากระบวนการที่ซับซ้อนเป็นอุปสรรคสำหรับพฤติกรรมที่ต้องการ เราสามารถใช้กลยุทธ์ “ทำให้ง่าย” (Make it Easy) ได้ ทีมงานเคยได้ลองใช้วิธีนี้สำหรับองค์การอาหารและเกษตร (FAO) เพื่อลดภาระงานบางอย่างให้กับพนักงานขององค์กร เพื่อให้พนักงานสามารถให้ความสำคัญกับงานที่จำเป็นมากที่สุดได้
เมื่อมีปัญหาเป็นเรื่องของความจำกัดในการเลือก การให้แต่ละคนมีความคิดเห็นผ่านกลยุทธ์ “ทำให้มีอำนาจ” (Make it Empowering) เป็นสิ่งที่สำคัญ หากปัญหาอยู่ที่ขาดความเชื่อมั่น เราจะรวมกลยุทธ์ที่เหมาะสม เช่น การจัดโครงสร้างข้อความให้น่าดึงดูด (Make it Attractive) เพิ่มความโปร่งใสในด้านการดำเนินงาน (Make it Obvious) และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความเป็นเจ้าของ (Make it Valued) เป็นต้น
ตอนนี้เราลองมาดูตัวอย่างเชิงนโยบายของพฤติกรรมศาสตร์บางส่วน:
🇬🇧 การอนุรักษ์พลังงาน (สหราชอาณาจักร)
เป็นเวลาหลายปีที่สหราชอาณาจักรให้การสนับสนุนทางการเงิน [Make it Tangible] สำหรับการติดตั้งฉนวนความร้อนเพื่อให้การใช้พลังงานลดลงและประหยัดค่าใช้จ่าย แต่อัตราการเข้าร่วมโครงการก็ยังต่ำ ในปี ค.ศ. 2011 หน่วยงานเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมลองตรวจสอบ แล้วพบว่า จริง ๆ ปัญหาเรื่องความรกในบ้านเป็นอุปสรรคหลักในการติดตั้ง
ในการแก้ไขปัญหานี้ การทดลองได้นำเสนอการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายที่ได้รับส่วนลด เปลี่ยนเป็นการช่วยเคลียของที่รกเพื่อนำของไปบริจาค และเพื่อเป็นการเตรียมติดฉนวนความร้อน โครงการนี้ทำให้คนต้องจ่ายเงินมากขึ้นในการเคลียของ แต่พวกเขาชอบและอัตราการเข้าร่วมเพิ่มขึ้นสามเท่า
ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าใจปัญหาก่อนการเริ่มต้นคิดนโยบายและความสำคัญของการทำให้พฤติกรรมที่อยากให้เปลี่ยนนั้นง่ายขึ้น (Make it Easy) รวมถึงการทำให้การกระทำนั้นมีความหมาย (Make it Meaningful)
🇹🇼 ภาษี (ไต้หวัน)
ลอตเตอรี่ใบเสร็จไต้หวัน หรือที่เรียกว่า ลอตเตอรี่ใบเสร็จทั่วไป คือแนวคิดของรัฐบาลไต้หวันที่จะจัดสรรหวยทุกเดือนในปีที่มีเลขคี่ ลูกค้าที่ถือใบเสร็จที่มีเลขถูกรางวัล จะได้รับรางวัลเงินสดจากกระทรวงการคลัง รวมถึงโอกาสที่จะชนะเงินรางวัลสูงสุดถึง 10 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน โปรแกรมนี้สร้างสรรค์แรงจูงใจให้กับลูกค้าที่ต้องการใบเสร็จ ซึ่งกดดันให้ผู้ค้าร้านต้องรายงานและชำระภาษี การแปลงแรงจูงใจให้กับแนวคิดที่ผสมผสานรางวัลที่เป็นเงิน (Make it Tangible) กับความน่าสนใจของผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะได้มากหรือน้อยขนาดไหนจากลอตเตอรี่ (Make it Intriguing, Make it Unexpected)
🇺🇸 การออมเงินสำหรับการเกษียณ (สหรัฐอเมริกา)
การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทำให้การลงทะเบียนเพื่อออมเงินสำหรับโครงการเกษียณ เช่น แผน 401(k) ในสหรัฐอเมริกาง่ายขึ้น สามารถเพิ่มอัตราการเข้าร่วมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยให้เริ่มต้นลงทะเบียนอัตโนมัติสำหรับพนักงานทุกคน และอนุญาตให้พนักงานที่ไม่ต้องการเข้าร่วมสามารถยกเลิกได้ถ้าต้องการ พฤติกรรมศาสตร์ได้ช่วยให้พนักงานเอาชนะแรงเฉื่อยและออมเงินสำหรับอนาคตของพวกเขาได้
สถานการณ์ของการประยุกต์ใช้วิทยาการพฤติกรรมในประเทศไทย
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เห็นความน่าสนใจและการเติบโตของพฤติกรรมศาสตร์
และได้มีการพยายามในการผนวกรวมพฤติกรรมศาสตร์เข้าสู่ระบบการศึกษาโดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านการร่วมมือระหว่าง Make it toolkit และ Nudge Thailand โดยการเพิ่มเติมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การออกแบบธุรกิจและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อสร้างการนำเอาหลักการพฤติกรรมศาสตร์ไปใช้มากขึ้น
นอกจากนี้ ความต้องการความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ได้นำไปสู่การพัฒนาโปรแกรมที่บุคคลภายนอกสามารถเรียนได้ และมีคนไทยกว่า 2000 คน ได้เรียนรู้เรื่องแนวคิดการออกแบบจากมุมมองของพฤติกรรมศาสตร์จากหลาย ๆ สถาบัน
จากที่กล่าวไปดูเหมือนภาคเอกชนจะเป็นผู้ส่งเสริมความต้องการในการศึกษาพฤติกรรมศาสตร์อย่างมาก ทางภาครัฐก็มีการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมศาสตร์เช่นกัน สำนักงานกรุงเทพมหานครได้เริ่มพยายามผลักดันการออกนโยบายที่เหตุผลทางการวิจัยรองรับ (evidence-based policy) การสร้างหน่วยวิจัยพฤติกรรมภายใต้สำนักงานกรุงเทพมหานคร เป็นการสร้างแนวคิดของรัฐในการใช้ความรู้ด้านพฤติกรรมเพื่อการพัฒนานโยบายของประเทศ
ตัวอย่างเช่น การศึกษาล่าสุดที่กรุงเทพมหานครดำเนินการร่วมกับ ดร. กรรณิการ์ จากสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย ได้ให้ความสนใจเรื่องนโยบายเพื่อปรับพฤติกรรมให้ครัวเรือนแยกขยะเศษอาหารมากขึ้น การศึกษานี้ดำเนินการในเขตราชเทวี และได้ทดสอบการแทรกแซงหลายรูปแบบ ผลการศึกษาพบว่าการจัดเตรียมถังขยะสำหรับขยะอาหารเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มอัตราการแยกขยะอย่างมีนัยสำคัญ และการเสนอขบวนการแปรรูปขยะให้เป็นปุ๋ยก็เป็นสิ่งที่มีผลในการชักชวนเช่นเดียวกับการให้สิทธิแลกเปลี่ยนขยะเศษอาหารกับลอตเตอรี่
ทางกรุงเทพมหานครยังมีการจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมอื่น ๆ เช่น การส่งเสริมการใส่หมวกกันน็อคให้กับนักเรียน กระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบภาษี ส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ภายในองค์กรของกรุงเทพมหานคร ส่งเสริมความโปร่งใสของข้อมูล และลดภาระงานของเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ
อนาคตของการประยุกต์ใช้พฤติกรรมศาสตร์ในประเทศไทย?
อนาคตของพฤติกรรมศาสตร์ในไทยดูมีศักยภาพอย่างมากในการช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม และช่วยเพิ่มแนวคิดเกี่ยวนโยบายและบริการสาธารณะของประเทศ เราได้เห็นการิเริ่มและความพยายามของสำนักงานกรุงเทพมหานครในการประยุกต์ใช้พฤติกรรมศาสตร์ในการช่วยแนะนำการออกนโยบายซึ่งเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น และยังมีอีกหลายพฤติกรรมและความท้าทายที่ยังคงต้องการปรับเปลี่ยนในระดับชาติ
โดยการนำเอาบางมุมของพฤติกรรมศาสตร์เข้ามาช่วย รัฐบาลที่กำลังจะตั้งขึ้นใหม่สามารถปรับใช้ประโยชน์จากการแทรกแซงทางพฤติกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจ การแทรกแซงพฤติกรรมเหล่านี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดีขึ้น ส่งเสริมวัตถุประสงค์การพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสร้างนโยบายและบริการที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้น ในความเห็นของพวกเราพฤติกรรมศาสตร์อาจส่งเสริมประสิทธิภาพของนโยบายอย่างน้อย 6 ข้อ จาก 23 ข้อ ที่ระบุไว้ในข้อตกลงร่วม (MOU) ของว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล และการมองพฤติกรรมศาสตร์เข้าไปร่วมด้วยอาจจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทย
ในบทความต่อไปของเรา เราจะสำรวจอย่างละเอียดว่าพฤติกรรมศาสตร์จะเข้ามาช่วยนโยบายเหล่านี้ได้อย่างไร ผ่านกรณีศึกษา ข้อมูลและกลยุทธ์ เราจะเน้นเรื่องที่พฤติกรรมศาสตร์สามารถช่วยให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์ของตัวเองและสร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศและประชาชน
เขียนโดย
โดย Massimo Ingegno (Thammasat Design Center) และ ภานุวัฒน์ สัจจะวิริยะกุล (Nudge Thailand)
